รู้ก่อนใคร! ภาษีและกฎหมายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย
ใครที่กำลังวางแผนจะออกรถคันใหม่ และ กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้าต้องอ่าน!! กระแสรักษ์โลกกำลังมาแรง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าEV ได้รับความสนใจ และตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน และช่วยลดมลพิษ ซึ่งถือว่าตอบโจทย์อย่างมากในปัจจุบัน

แต่มีหนึ่งสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV คือ “ภาษี และกฎหมายรถยนต์ไฟฟ้า” ในบทความนี้ แพนด้า สตาร์ออยล์ จะพาทุกคนไปดูว่า ภาษีของรถยนต์ไฟฟ้าแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไปอย่างไร และต้องจ่ายภาษีรถยนต์ไฟฟ้าในอัตราเท่าไหร่ พร้อมแล้วไปดูกันเลย!
สารบัญ
นโยบายการผลักดันรถไฟฟ้าในประเทศไทยปี 2565

ปัจจุบัน รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจ อีกทั้งภาครัฐยังผลักดันและเตรียมมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าEV 3 ประเภท เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตรถยนต์ในไทย ดังนี้
1.รถเก๋ง : ราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท และต้องเป็นรถที่ผลิตและประกอบในประเทศ

สิทธิประโยชน์
- ได้รับส่วนลดอากรขาเข้าสูงสุด 40% ในปี 2565-2566
- ลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เป็น 2% ในปี 2565-2568
- ได้รับเงินอุดหนุนในปี 2565-2568 คันละ 70,000 บาท สำหรับรถที่ใช้ขนาดแบตเตอรี่ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
- ได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาท สำหรับรถใช้แบตเตอรี่ 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงขึ้นไป
เงื่อนไขการรับสิทธิ
- ผู้ประกอบการในประเทศ
- ผลิตรถยนต์ชดเชยในปี 2567 เท่ากับจำนวนที่นำเข้า CBU ในปี 2565-2566 อัตราส่วนนำเข้า 1 คัน ผลิต 1.5 คัน
2.รถจักรยานยนต์ : ราคาขายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท

สิทธิประโยชน์
- เงินอุดหนุนคันละ 18,000 บาท ทั้ง รถที่ผลิตในประเทศ CKD (Completely Knocked Down) และ รถที่ผลิตต่างประเทศ CBU (Completely Built Up) ในปี 2565-2568
เงื่อนไขการรับสิทธิ
- ผู้ประกอบการในประเทศ
- ผลิตรถจักรยานยนต์ชดเชยในปี 2567 เท่ากับจำนวนที่นำเข้า CBU ในปี 2565-2566 (ขยายได้ถึงปี 2566) ต้องผลิตอัตราส่วนนำเข้า 1 คัน ผลิต 1.5 คัน
3.รถกระบะ : ราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท

สิทธิประโยชน์
- ลดภาษีสรรพสามิตเป็น 0% ในปี 2565-2568
- เงินอุดหนุนในปี 2565-2568 คันละ 150,000 บาท สำหรับรถยนต์กระบะ BEV (Battery Electric Vehicle) แบตเตอรี่ขนาดตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงขึ้นไป (เฉพาะที่ผลิตในประเทศ)
นอกจากนี้รัฐและเอกชนยังผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยการเพิ่มแท่นชาร์จให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และวางมาตรการส่งเสริมการลงทุนสถานีชาร์จไฟฟ้าในอีก 2 ส่วน ได้แก่ การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่จูงใจต่อการลงทุน และการอำนวยความสะดวกในการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้า
ความนิยมของการใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทย

แม้ยอดขายรถยนต์จะลดลง ด้วยสถานการณ์โรคระบาดและเศรษฐกิจ แต่กลับสวนทางกับรถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ราคาจะยังสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เมื่อนำเหตุผลอื่น ๆ มาประกอบกัน รถยนต์ไฟฟ้าถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างมาก ทั้งด้านความคุ้มค่าในการใช้งาน การประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ รักษ์โลก ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว
การเก็บภาษีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปี 2565

การเก็บภาษีรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นแตกต่างจากภาษีรถยนต์ทั่วไป โดยอัตราภาษีได้ถูกยึดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ.2522 ว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า ต้องเสียภาษีตามน้ำหนักของรถ ในอัตรารถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน โดยเรียกเก็บดังนี้
| น้ำหนักรถ | ภาษีปีละ |
| 500 กิโลกรัม | 150 บาท |
| 501-750 กิโลกรัม | 300 บาท |
| 751-1,000 กิโลกรัม | 450 บาท |
| 1,001-1,250 กิโลกรัม | 800 บาท |
| 1,251-1,500 กิโลกรัม | 1,000 บาท |
| 1,501-1,750 กิโลกรัม | 1,300 บาท |
| 1,751-2,000 กิโลกรัม | 1,600 บาท |
| 2,001-2,500 กิโลกรัม | 1,900 บาท |
| 2,501-3,000 กิโลกรัม | 2,200 บาท |
| 3,001-3,500 กิโลกรัม | 2,400 บาท |
| 3,501-4,000 กิโลกรัม | 2,600 บาท |
| 4,001-4,500 กิโลกรัม | 2,800 บาท |
| 4,501-5,000 กิโลกรัม | 3,000 บาท |
| 5,001-6,000 กิโลกรัม | 3,200 บาท |
| 6,001-7,000 กิโลกรัม | 3,400 บาท |
| 7,001 กิโลกรัม ขึ้นไป | 3,600 บาท |
หากทำความเข้าใจง่าย ๆ คือ อัตราการจ่ายภาษีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถยนต์ไฟฟ้าEV นั้น ใช้อัตราภาษีเดียวกันกับรถกระบะที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง คือคิดอัตราภาษีตามน้ำหนักรถ ซึ่งมีอัตราค่าภาษีที่ถูกกว่ารถยนต์ที่เก็บอัตราภาษีตามขนาดความจุกระบอกสูบของรถยนต์ อย่างรถเก๋งหรือรถกระบะ 4 ประตู
รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังตัดสินใจจะซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะนอกจากภาษีรถยนต์ที่จ่ายถูกลง ยังช่วยลดโลกร้อน และ ประหยัดพลังงาน รถยนต์ทางเลือกของคนยุคใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมต้อง รถยนต์ไฟฟ้าEV




